วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562

บันทึกครั้งที่ 4

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 4
วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2562
เวลา 09:00 - 12:-00 น.

         ❤ ความรู้ที่ได้รับ
               👉  การสื่อสารกับผู้ปกครองเด็กปฐมวัย
One-Way Communication    การสื่อสารทางเดียว
Two-way Communication   การสื่อสารสองทาง
Verbal Communication                การสื่อสารเชิงวัจนะภาษา
Non-Verbal Communication           การสื่อสารเชิงอวัจนะภาษา
personal Communication        การสื่อสารส่วนบุคคล
Intrapersonal Communication     การสื่อสารระหว่างบุคคล
Mass Communication          การสื่อสารมวลชน
Channel                              ช่องทางการส่งสาร
Clarity of audience                      ความสามารถของผู้รับสาร
Clearly                       ความชัดเจน


       ✊ ความหมายของการสื่อสาร
                 💕 การสื่อสาร  (Communication) คือ กระบวน การส่งข่าวสาร ข้อมูล จาก   ผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสาร มีวัตถุประสงค์เพื่อชักจูงให้ผู้รับข่าวสาร มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา โดยคาดหวังให้เป็นไปตามที่ผู้ส่งต้องการ
                 💕 การติดต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ความคิด ทัศนคติ ทักษะ และประสบการณ์ระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารให้มีความเข้าใจ ที่ตรงกันเพื่อนำไปสู่การดำรงชีวิตที่มีความสุข

       ✊ ความสำคัญของการสื่อสาร
     1.ทำให้ได้รับรู้และเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม
     2.ทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันทั้ง 2 ฝ่าย
     3.ทำให้สร้างมิตรภาพที่อบอุ่น
     4.ทำให้เกิดภาพแห่งความพึงพอใจ
     5.ช่วยในการพัฒนาอัตมโนทัศน์ เป็นการสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตนเองก่อให้เกิดความพอใจในชีวิต

      ✊ รูปแบบของการสื่อสาร
รูปแบบการสื่อสารของอริสโตเติล (Aristotle’s Model of Communication)


รูปแบบการสื่อสารของลาล์สเวล (Lasswell’s Model of Communication)

รูปแบบการสื่อสารของแชนนอนและวีเวอร์ (Shannon & Weaver’s Model of Communication)
รูปแบบการสื่อสารของออสกูดและชแรมม์ (C.E Osgood and Willbur Schramm’s )

รูปแบบการสื่อสารของเบอร์โล (Berlo’s Model of Communication) 

     องค์ประกอบของการสื่อสาร
1. ผู้ส่งข่าวสาร (Sender)
2. ข้อมูลข่าวสาร (Message)
3. สื่อในช่องทางการสื่อสาร (Media)
4. ผู้รับข่าวสาร (Receivers)
5. ความเข้าใจและการตอบสนอง
ผู้ส่งสารและผู้รับสาร
•ผู้จัดกับผู้ชม                                            ผู้พูดกับผู้ฟัง
•ผู้ถามกับผู้ตอบ                                        คนแสดงกับคนดู
•นักเขียนกับนักอ่าน                                   ผู้อ่านข่าวกับคนฟังข่าว
คนเล่านิทานกับคนฟังนิทาน

👅 สื่อ 👅
          ใช้วิธีพูด-เขียน หรือการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ เช่น ใช้รูปภาพ รวมทั้งเทคโนโลยีต่างๆ โดยวิธีการติดต่อนั้นต้องใช้ตัวกลางต่างๆ เช่น คลื่นเสียง ตัวหนังสือ แผ่นกระดาษที่มีตัวหนังสือเขียน  คลื่นวิทยุโทรทัศน์ ตัวกลางเหล่านี้เรียกว่า สื่อ โดยการสื่อสารนั้นสามารถใช้สื่อหลายๆอย่างได้พร้อมๆกัน เช่น การเรียน การสอน ต้องใช้ทั้งหนังสือ กระดาน ภาพ
👅 สาร 👅
         คือ เรื่องราวที่รับรู้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น  ข้อเท็จจริง  ข้อแนะนำ  การล้อเลียน  ความปรารถนาดี  ความห่วงใย  มนุษย์จะแสดงออกมาให้เป็นที่รับรู้ได้ การสื่อสารจะเกิดขึ้นตามกาลเทศะ  และสภาพแวดล้อมต่างๆในสังคม
✊ ประเภทของการสื่อสาร
ได้มีจำแนกประเภทของการสื่อสารไว้แตกต่างกันหลายลักษณะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการจำแนก ในที่นี้จะแสดงการจำแนกประเภทของการสื่อสาร โดยอาศัยเกณฑ์ในการจำแนกที่สำคัญ   3 ประการ คือ
👉  1. จำแนกตามกระบวนการหรือการไหลของข่าวสาร
👉  2. จำแนกตามภาษาสัญลักษณ์ที่แสดงออก
👉  3. จำแนกตามจำนวนผู้สื่อสาร

การสื่อสารกับตัวเอง
• การสื่อสารที่บุคคลเดียวเป็นทั้งผู้ส่งสารและรับสาร
• การคิดหาเหตุผลโต้แย้งกับตนเองในใจ
• เนื้อหาไม่มีขอบเขตุจำกัด
• บางครั้งมีเสียงพึมพำดังออกมาบ้าง
• บางครั้งเกิดความขัดแย้งในใจและไม่อาจตัดสินใจได้
• อาจเป็นการปลอบใจตนเอง การเตือนตนเอง การวางแผน หรือแก้ปัญหาใดๆ

             การสื่อสารระหว่างบุคคล

                      • บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ไม่ถึงกับเป็นกลุ่ม
              • เป็นเรื่องเฉพาะระหว่างบุคคล อาจไม่เกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
              • อาจเป็นความลับระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสารเท่านั้น
              • สารที่สื่ออาจเปิดเผยหากมีประโยชน์ต่อบุคคลอื่น

     ✊ ธรรมชาติและพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้ปกครอง
ออเออร์บาค (Auerbach,1968) ได้กล่าวถึงธรรมชาติของผู้ปกครองไว้ดังนี้
• ผู้ปกครองสามารถเรียนรู้ได้
•ผู้ปกครองมีความต้องการที่จะเรียนรู้
•ผู้ปกครองเรียนรู้ได้ดีที่สุดในสิ่งที่เขาสนใจ
•การเรียนรู้จะมีความหมายที่สุดก็ต่อเมื่อเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวของผู้ปกครอง
•การมีอิสระในการเรียนรู้จะทำให้ผู้ปกครองเรียนรู้ได้ดีที่สุด
•ผู้ปกครองสามารถเรียนรู้ได้จากกันและกัน
• การให้ความรู้กับผู้ปกครองถือเป็นการให้ประสบการณ์ใหม่แก่ผู้ปกครอง

พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้ปกครอง
ปัจจัยที่มีผลต่อการแสดงออกทางพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้ปกครอง
1.ความพร้อม  คือ สภาพความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจที่จะเรียนรู้ โดยเตรียมความพร้อมในเรื่องดังนี้ พื้นฐานประสบการณ์เดิม สร้างความสนใจเห็นเห็นถึงความสำคัญของความรู้ ส่งเสริมความเชื่อมั่นในการเรียนรู้
2. ความต้องการ คือ ความต้องการให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีความสุข เช่น ต้องการให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรง มีการศึกษาที่ดี
3. อารมณ์และการปรับตัว คือ  แนวโน้มที่จะปฏิบัติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มี 2 ประเภทคือ  อารมณ์ทางบวก เช่น ดีใจ พอใจ ฯลฯ อารมณ์ทางลบ เช่น โกรธ เสียใจ หงุดหงิด  ซึ่งอารมณ์ทั้ง 2 นี้มีผลต่อการเรียนรู้ ดังนั้นควรปรับอารมณ์ให้เกิดความสมดุลพร้อมที่จะเรียนรู้
4. การจูงใจ หมายถึง การกระตุ้นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้  เช่น ต้องการรู้เพื่อแก้ปัญหาลูกหลาน ต้องการรู้เพื่อพัฒนาลูก ต้องการรู้เพื่อให้ลูกเป็นคนดี
5. การเสริมแรง คือ การสร้างความพึงพอใจหลังการเรียนรู้ให้แก่ผู้ปกครอง เช่น คำชมเชย รางวัล ฯลฯ
6. ทัศนคติและความสนใจ คือ การที่บุคคลมีการตอบสนองและแสดงความรู้สึกต่อสิ่งเร้าต่างๆ เช่น
  - จัดสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ทำให้ผู้ปกครองพอใจและสนุกกับการเรียนรู้
  - ช่วงเวลาในการจัดให้ความรู้ ควรมีเวลาที่สะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรม
7. ความถนัด คือ ความสามารถของบุคคลในการทำกิจกรรมให้สำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อุปสรรคที่สำคัญของการสื่อสาร
•ผู้ส่งข่าวสารขาดทักษะในการสื่อสารที่ดี เช่นใช้ภาษาที่อยากแก่การเข้าใจ หรือไม่เหมาะแก่ผู้รับ
•ข้อมูลข่าวสารมากเกินไป
•ได้ข่าวสารไม่ครบสมบูรณ์ ทำให้สื่อความหมายผิดๆ
•ข้อมูลที่ส่งไปผ่านหลายขั้นตอน
•เลือกใช้เครื่องมือในการส่งข่าวสารไม่เหมาะสม
•รีบเร่งด่วนสรุปข่าวสารเร็วเกินไป ขาดการไตร่ตรอง
•ผู้รับข่าวสารไม่ทบทวน หรือสอบถามให้เข้าใจเมื่อสงสัย
•อารมณ์ของผู้รับ หรือผู้ส่งอยู่ในสภาพไม่ปกติ
•ผู้ส่งหรือผู้รับมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น

7 C กับการสื่อสารที่ดี
Credibility 
ความน่าเชื่อถือ : สามารถทำให้ผู้รับสารเกิดความเชื่อถือในสารนั้น ๆ
Content 
เนื้อหาสาระ : มีสาระให้เกิดความพึงพอใจ เร่งเร้าและชี้แนะให้เกิดการตัดสินใจได้ในลักษณะอย่างไรบ้าง
Clearly 
ความชัดเจน : การเลือกใช้คำหรือข้อความที่เข้าใจง่าย ๆ ข้อความไม่คลุมเครือ
Context 
ความเหมาะสมกับโอกาส : การเลือกใช้ภาษาและใช้สิ่งที่ส่งสารเหมาะสม
Channel 
ช่องทางการส่งสาร : การเลือกวิธีการส่งข่าวสารได้เหมาะสมและรวดเร็วที่สุด
Continuity consistency 
ความต่อเนื่องและแน่นอน : การสื่อสารกระทำอย่างต่อเนื่องมีความแน่นอนถูกต้อง
Clarity of audience 
ความสามารถของผู้รับสาร : การเลือกใช้วิธีการส่งสารซึ่งมั่นใจว่าผู้รับสารจะสามารถรับสารได้ง่ายและสะดวกโดยคำนึงถึงความรู้ เจตคติ อุปนิสัย ทักษะการใช้ภาษา สังคมวัฒนธรรมของผู้รับสารเป็นสำคัญ

วิธีที่สัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครอง
ศึกษาและพยายามทำตนให้เข้าใจกับผู้ปกครอง
พยายามเรียนรู้ความต้องการของเขา และหาแนวทางตอบสนองตามความเหมาะสม
พูดคุย พบปะกับผู้ปกครองในโอกาสต่างๆ
หาโอกาสไปร่วมงานพิธีทางศาสนา เข้าร่วมกิจกรรมกับผู้ปกครอง
ทำตนให้กลมกลืนกับผู้ปกครอง
มีท่าทีเป็นมิตรอยู่เสมอ เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองร่วมกิจกรรม

👶 สรุป 👶
                  การสื่อสารที่ดีและมีประสิทธิภาพนับเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้งานการให้ความรู้ผู้ปกครองประสบผลสำเร็จ ผู้ที่เป็นครูจะต้องทำความเข้าใจเรื่องการสื่อสารให้กระจ่างชัดเจน ประกอบกับการศึกษาธรรมชาติและการเรียนรู้ของผู้ปกครอง พฤติกรรมการเรียนรู้ เพื่อที่จะได้ทำการให้ความรู้ให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองได้ดีมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ผู้ปกครองเกิดความศรัทธา เชื่อมั่นและมีความอบอุ่นว่าสถานศึกษาจะมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นก็ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครอง บ้านโรงเรียน ชุมชนและสังคมเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเด็กร่วมกัน

👉👉  คำถามท้ายบท  👈👈

1) จงอธิบายความหมายและความสำคัญของการสื่อสารมาโดยสังเขป
ตอบ    ความหมาย การสื่อสาร  (Communication) คือ กระบวน การส่งข่าวสาร ข้อมูล จาก   ผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสาร
การติดต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ความคิด ทัศนคติ ทักษะ และประสบการณ์ระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารให้มีความเข้าใจ
ความสำคัญ  1.ทำให้ได้รับรู้และเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม
              2.ทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันทั้ง ฝ่าย

2) การสื่อสารมีความสำคัญกับผู้ปกครองอย่างไร
ตอบ 1. เพื่อแจ้งให้ทราบ คือ การรับและส่งข่าวสารด้านต่างๆ การนำเสนอเรื่องราว ความรู้สึกนึกคิด ความรู้ หรือสิ่งอื่นใด ที่ต้องการให้ผู้รับสารรู้และเข้าใจข้อมูลนั้นๆ โดยมุ่งให้ความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
2. เพื่อความบันเทิงใจ คือ การรับส่งความรู้สึกที่ดี และมุ่งรักษามิตรภาพต่อกัน เป็นการนำเสนอเรื่องราวหรือสิ่งอื่นใดที่จะทำให้ผู้รับสารเกิดความพึงพอใจ
3. เพื่อชักจูงใจ คือ การนำเสนอเรื่องราวหรือสิ่งอื่นใดเพื่อจูงใจให้เกิดความร่วมมือ สร้างกำลังใจ เพื่อให้ผู้รับสารเกิดความคิดคล้อยตาม หรือปฏิบัติตาม    ที่ผู้ส่งสารต้องการ และนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข 
3)  รูปแบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการให้ความรู้ผู้ปกครอง ควรเป็นรูปแบบใด จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
ตอบ รูปแบบการสื่อสารของอริสโตเติล ตัวอย่างเช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการดูแลรักษาความสะอาดร่างกาย ควรให้เด็กมีการแปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร จะช่วยให้ลดการเกิดของแบคทีเรียได้ เมื่อเราให้ความรู้ ก็จะมีผู้ปกครองเป็นคนรับสารนี้ไปปฏิบัติต่อ ทำให้เด็กไม่มีหรือลดปัญหาฟันผุได้

4) ธรรมชาติและการเรียนรู้ของผู้ปกครองควรมีลักษณะอย่างไร
ตอบ  เรียนรู้ได้ดีในเรื่องของการพัฒนาเด็ก
เรียนรู้ได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความสมานฉันท์
มีความแปลกใหม่และมีประโยชน์ต่อเด็ก
เรียนรู้ได้ดีจากการฝึกปฏิบัติ
เรียนรู้ได้ดีในบรรยากาศที่เป็นวิชาการน้อยที่สุด
ควรได้รับความต่อเนื่องในการเรียนรู้ทีละขั้นตอน
เรียนรู้ได้ดีจากสื่อและอุปกรณ์ที่หลากหลา
5)  ปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนพฤติกรรมการเรียนรู้สำหรับผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้ปกครองมีความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาของเด็ก ประกอบด้วยปัจจัยด้านใดบ้าง
ตอบ 1.ความพร้อม  คือ สภาพความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจที่จะเรียนรู้ ส่งเสริมความเชื่อมั่นในการเรียนรู้
2. ความต้องการ คือ ความต้องการให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีความสุข 
3. อารมณ์และการปรับตัว คือ  แนวโน้มที่จะปฏิบัติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ควรปรับอารมณ์ให้เกิดความสมดุลพร้อมที่จะเรียนรู้
4. การจูงใจ หมายถึง การกระตุ้นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้  
5. การเสริมแรง คือ การสร้างความพึงพอใจหลังการเรียนรู้ให้แก่ผู้ปกครอง เช่น คำชมเชย รางวัล ฯลฯ
6ทัศนคติและความสนใจ คือ การที่บุคคลมีการตอบสนองและแสดงความรู้สึกต่อสิ่งเร้าต่างๆ 
7. ความถนัด คือ ความสามารถของบุคคลในการทำกิจกรรมให้สำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ

💟💟 ช่วงกิจกรรมการสื่อสาร 💟💟








 ❤ การนำไปประยุกต์ใช้

ความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารกับผู้ปกครองสามารถทำให้เราสามารถมีปฎิสัมพันธ์กับครอบครัวของเด็ก เป็นการช่วยสร้างพัฒนาการ ส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องจากโรงเรียนไปที่บ้าน ความรู้นี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิชาอื่นได้

 💗 การประเมินการเรียนการสอน

ประเมินตนเอง

  • เข้าเรียนตรงต่อเวลา
  • แต่งกายเรียบร้อย
  • ตั้งใจฟังอาจารย์สอนและจดบันทึกระหว่างเรียน

ประเมินเพื่อน

  • แต่งกายเรียบร้อย เข้าเรียนตรงต่อเวลา
  • ตั้งใจทำกิจกรรมในห้องเรียนอย่างมุ่งมั่น

ประเมินอาจารย์

  • อาจารย์แต่งกายสุภาพ
  • เข้าสอนตรงต่อเวลาและปล่อยตรงเวลา
  • อธิบายในแต่ละหัวข้อการเรียนได้เข้าใจง่าย

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562

บันทึกครั้งที่ 3


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3
วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2562
เวลา 09:00 - 12:-00 น.

          💗 ความรู้ที่ได้รับ
           👉 หลักเบื้องต้นในการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย

Educational Networking      การสร้างเครือข่ายทางการศึกษา
Understanding   การสร้างความเข้าใจ
Behavior change         การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
Parental Involvement   การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
Role of parent               บทบาทหน้าที่ของผู้ปกครอง
Parent education model   รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครอง
Formal education           การให้ความรู้แบบเป็นทางการ
Informal education             การให้ความรู้แบบไม่เป็นทางการ


          การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยถือเป็นนโยบายที่สำคัญประการหนึ่งของการจัดการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบัน การให้ผู้ปกครองได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาจะช่วยทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้เรียนรู้และเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายที่สำคัญของการพัฒนาเด็ก ทำให้ดำเนินงานทางการศึกษาระหว่างบ้านกับโรงเรียนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้มีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานของโรงเรียนและกิจกรรมการเรียนการสอน อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายทางการศึกษาทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างบ้านกับโรงเรียน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน


👉 ความหมายของการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง
                    Linda  Bierstecker, 1992  กล่าวว่า การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง (parenteducation) หมายถึง การให้ผู้ปกครองได้เข้าใจว่าเด็กได้ทำกิจกรรมอะไรที่โรงเรียนอนุบาลหรือศูนย์เด็ก เพื่อให้ผู้ปกครองได้เข้าใจวิธีการที่จะช่วยเหลือเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ

👉 สรุปความหมายของการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง
                     การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง หมายถึง การให้ความรู้เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก เพราะเด็กอยู่ในความรับผิดชอบของสถาบันครอบครัว การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองถือเป็นกระบวนการทางสังคม ซึ่งสังคมมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ให้แก่บุคคลภายในสังคมให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในสังคม

👉 ความสำคัญของการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง
                     วาโร  เพ็งสวัสดิ์ (2544 )  ได้กล่าวถึงความสำคัญของการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองว่า ผู้ปกครองนับเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากในการอบรมเลี้ยงดูเด็กเพราะเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับเด็กมากจะทำให้ทราบพฤติกรรมต่าง ๆ ของเด็กได้เป็นอย่างดี 
👉 สรุปความสำคัญของการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง
         การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองเป็นสิ่งสำคัญที่มีต่อการศึกษาเด็กปฐมวัย สรุปได้ดังนี้
1. เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาของเด็ก
2. เป็นการให้ผู้ปกครองได้เข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของตนเองที่มีต่อการศึกษาของเด็ก
3. ทำให้ลดความขัดแย้งในการดำเนินงานทางการศึกษา ช่วยให้การศึกษาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
4. เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้มีส่วนสนับสนุนและพัฒนาการศึกษาของเด็ก
5. ช่วยทำให้สถาบันครอบครัวมีความแข็งแรง
👉 วัตถุประสงค์ในการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง
      Linda  Bierstecker, 1992  ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองไว้ ดังนี้
1. เพื่อให้ผู้ปกครองได้เข้าใจวิธีดูแลเด็กและการจัดกิจกรรมของโรงเรียน
2. เพื่อให้ผู้ปกครองและครูประสานความร่วมมือเพื่อพัฒนาเด็กร่วมกัน
3. เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจถึงความต้องการของเด็กและสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็กให้ถูกต้อง
👉 สรุปวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง 
             การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองโดยสรุปมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
1. เพื่อให้เข้าใจถึงวิธีการในการอบรมเลี้ยงดูเด็กและให้การศึกษาแก่เด็ก
2. เพื่อให้ความรู้และวิธีการในการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้แก่เด็ก
3. เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวการศึกษาของเด็กที่โรงเรียนเพื่อให้ที่บ้านเข้าใจตรงกัน
4. เพื่อส่งเสริมให้ผู้ปกครองได้ตระหนักถึงบทบาทของตนเองในการมีส่วนร่วมส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้แก่บุตรหลาน
5. เพื่อให้ผู้ปกครองได้รับรู้และเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษาให้แก่บุตรหลาน
👉 รูปแบบในการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย
            

😀  แบบทางการ และไม่เป็นทางการ

          💗การประยุกต์ใช้
                   จากการนำไปประยุกต์ใช้ คือ แนวทางในการทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการให้ความรู้ผู้ปกครองเพื่อที่จะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ให้ตรงต่อความต้องการและความเหมาะสมของผู้รับสาร หากเป็นการให้คำปรึกษาที่เป็นรายบุคคลใช้คำศัพท์เพื่อให้เกิดความเข้าใจโดยง่าย และเลี่ยงการใช้ภาษาที่เป็นทางการ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครองในครั้งต่อ ๆ ไป

            💗 การประเมินการเรียนการสอน

ประเมินตนเอง

  • เข้าเรียนตรงต่อเวลา
  • แต่งกายเรียบร้อย
  • ตั้งใจฟังอาจารย์สอนและจดบันทึกระหว่างเรียน

ประเมินเพื่อน

  • แต่งกายเรียบร้อย เข้าเรียนตรงต่อเวลา
  • ตั้งใจทำกิจกรรมในห้องเรียนอย่างมุ่งมั่น

ประเมินอาจารย์

  • อาจารย์แต่งกายสุภาพ
  • เข้าสอนตรงต่อเวลาและปล่อยตรงเวลา
  • อธิบายในแต่ละหัวข้อการเรียนได้เข้าใจง่าย

👉  ตอบคำถามท้ายบท  👈

1) การจัดการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบันการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองมีความสำคัญอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ  1. ช่วยให้ผู้ปกครองมีความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก
         2. ช่วยให้ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการอบรมเลี้ยงดู
         3. ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจถึงผลของการกระทำของตนเองที่จะมีต่อเด็กอันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง
        4. ช่วยให้ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัย
        5. ช่วยให้ผู้ปกครองมีความรู้และฝึกทักษะ เทคนิคและวิธีการจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง
        6. ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการศึกษาปฐมวัย และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและผู้ปกครอง ซึ่งจะมีผลดีต่อตัวเด็กโดยตรง

2)  ในสถานศึกษาปฐมวัยสามารถดำเนินกิจกรรมการให้ความรู้ผู้ปกครองในลักษณะหรือรูปแบบใดบ้าง จงอธิบาย และยกตัวอย่างของกิจกรรม
ตอบ แบบเป็นทางการ ก็จะเป็น การบรรยาย การโต้วาที การอภิปราย การพบปะสนทนา
แบบไม่เป็นทางการ ก็จะเป็น การสังเกต การระดมสมอง การเยี่ยมบ้าน เป็นต้น
ให้ความรู้โดยใช้แบบสอบถามสำรวจจความคิดเห็นก่อนนำเนื้อหาที่ผู้ปกครองอย่างรู้มาให้คำแนะนำ นำข้อมูลที่ควรส่งเสริมลูกในเมื่ออยู่บ้านควรเป็นเช่นไรมาให้ข้อมูล ถ่ายทอดผู้ปกครอง
เช่น สำรวจมาแล้วผู้ปกครองสนใจเรื่อง การที่เด็กช่วยเหลืองานบ้านควรฝึกอย่างไร ก่อนอื่นเราต้องหาข้อมูลที่เกี่ยวกับงานบ้านที่เด็กสามารถทำได้ง่ายๆ วิธีการที่ทำให้เด็กสนใจและเต็มใจที่จะช่วยเหลืองานที่บ้านอย่างเต็มใจ พ่อแม่ควรมีวิธีการพูดอย่างไร ควรมีการจูงใจเช่นไรที่จะทำให้เด็กเกิดความสนุกระหว่างทำงาน เป็นต้น


3) นักศึกษามีแนวคิดอย่างในการใช้บ้านเป็นฐานของการให้ความรู้ผู้ปกครอง
ตอบ  1. การใช้บ้านเป็นฐานในการเรียนรู้ (home base) เป็นการจัดกิจกรรมให้ความรู้กับผู้ปกครองถึงที่บ้าน เช่น การเยี่ยมบ้าน การส่งจดหมาย เอกสารถึงบ้าน การจัดทำโฮมสคูล (Home School)
2. การใช้โรงเรียนเป็นฐานในการเรียนรู้ (school base) เป็นการจัดกิจกรรมความรู้ให้ผู้ปกครองที่โรงเรียน เช่น การจัดแสดงผลงานเด็ก    การประชุม การจัดสัมมนา การจัดนิทรรศการ การจัดมุมผู้ปกครอง
3. การใช้ชุมชนเป็นฐานในการเรียนรู้ (community vase) เป็นการเผยแพร่ความรู้ผ่านชุมชน เช่น หมู่บ้าน วัด โบสถ์ มัสยิด วิทยุ โทรทัศน์ ระบบอินเตอร์เน็ต วารสาร นิตยสาร สื่อสิ่งพิมพ์ ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมที่จัดโดยผ่านชุมชนประเภทต่างๆ พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถเลือกเรียนรู้ได้ตามความสนใจที่สอดคล้องกับสภาพทางครอบครัว สังคม และวัฒนธรรมของตนเอง นับเป็นแนวทางให้ความรู้ที่เหมาะสมกับผู้ปกครองในสังคมยุคปัจจุบันมากขึ้น
แนวคิดที่ได้คือการจัดกิจกรรมให้ผู้ปกครองเป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวสามารถนำไปใช้กับเด็กได้เพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาการให้เด็กตรงตามกับช่วงอายุของเด็ก

4) องค์ความรู้ที่จำเป็นในการให้ความรู้ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยเกี่ยวข้องกับเรื่องใดบ้าง

ตอบ  เรื่องการดูแลเด็กให้มีพัฒนาการตรงตามช่วงอายุและพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน การดูแลให้ความรู้กับเด็กที่ถูกต้องสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้ทั้งที่โรงเรียนและอยู่ที่บ้าน